กฟผ. มองอนาคต 10-15 ปี ก๊าซอ่าวไทยหมด (ไอเอ็นเอ็น)
รอง
ผู้ว่าการกิจการสังคม และโฆษก กฟผ. มองอนาคต 10 - 15 ปี ก๊าซอ่าวไทยหมด ชี้
หากไม่เร่งสร้างโรงไฟฟ้า ค่าไฟอาจขึ้นมากกว่า 6 บาทต่อหน่วย
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2556 นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่าการกิจการสังคมและโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน
ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ทั้งประเทศอยู่ที่ 72% อีกทั้งในอีก 10 - 15
ปีข้างหน้า ก๊าซอ่าวไทยจะเริ่มทยอยหมด ทำให้ต้องพึ่งพลังงานทางเลือกก๊าซ
LNG ที่มีราคาสูง ซึ่งทำให้การประเมินตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ถึงปี 2573 หากไม่สามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 แห่ง และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง ก็จะทำให้แผนค่าไฟฟ้าฐานจะขึ้นไปมากกว่า 6 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้ นายพงษ์ดิษฐ ยังมองว่า ใคร
ก็ตามที่ได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่
ต้องเร่งดำเนินการพัฒนา บริหารปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น
รวมถึงบริหารทางเลือกรองรับความต้องการไฟฟ้าของประชาชน อาทิ
การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน
การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน พลังงานก๊าซ LNG หรือ
พลังงานถ่านหินนำเข้า ซึ่งเป็นหน้าที่กลไกของรัฐ
ที่ต้องสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต
ให้ระบบไฟฟ้ามั่นคงมีเสถียรภาพ และราคาไม่สูงเกินไป
เรื่องเด่น ข่าวดัง ข่าวด่วน
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556
สาวใหญ่โร่แจ้งความ ถูกแม่ หยก ธัญยกันต์ ดาราช่อง 7 บุกตบ
นักธุรกิจสาวใหญ่อดีตเพื่อนสนิทแม่น้องหยก ธัญยกันต์ ดาราสาวช่อง 7 โร่แจ้งความถูกแม่ดาราสาวตบ ปมทะเลาะวิวาทเมื่อ 2 ปีก่อน
เมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางธัญวัลย์ ศรีสุวรรณ อายุ 58 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน กรณีถูก นางรมย์ธีรา ธนกิตติ์ธนานนท์ แม่ของนางสาวธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ หรือน้องหยก ดาราช่อง 7 ทำร้ายร่างกาย
โดย นางธัญวัลย์ เผยว่า เมื่อหลายปีก่อน ตนเคยทะเลาะกับนางรมย์ธีรา แม่ของน้องหยก เนื่องจากมากล่าวหาตนว่านำเรื่องส่วนตัวของแม่น้องหยกไปเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้แม่ของน้องหยกเปลี่ยนชื่อบ่อยโดยไม่มีใครรู้ชื่อที่แท้จริง อีกทั้งตนถูกแม่น้องหยกข่มขู่ทางโทรศัพท์หลายครั้ง โดยฝากคนรู้จักมาบอกว่าหากเจอตนจะเข้ามาตบ แต่หลังจากนั้น ตนก็ไม่ได้พบแม่ของน้องหยกอีกเลย กระทั่ง ผ่านไป 2 ปี จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ในช่วงดึกตนบังเอิญพบกับแม่ดาราสาวที่ร้านอาหารครัวเสนา ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร โดยอีกฝ่ายได้เข้ามากระชากแขนแล้วเข้ามาตบหน้า แต่ตนเบี่ยงตัวหลบทัน จึงโดนเล็บข่วนที่ลำคอ จึงตัดสินใจมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ต่อ มาผู้สื่อข่าวโทรสอบถามนางรมย์ธีราเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่นางรมย์ธีราให้เลขาส่วนตัวชี้แจงข้อเท็จจริงแทน ว่า แม่น้องหยกกับหญิงสาวคนดังกล่าวเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ช่วงหลังแม่ของน้องหยกตีตัวออกห่างจึงทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ส่งผลให้มีปัญหากันมา 2 ปีแล้ว และวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ทะเลาะวิวาทกันจริง แต่ขอไม่ลงรายละเอียด และยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องผู้ชายแน่นอน
อย่าง ไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายเรียกแม่น้องหยกมารับทราบข้อกล่าวหา และสอบปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป
เมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางธัญวัลย์ ศรีสุวรรณ อายุ 58 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน กรณีถูก นางรมย์ธีรา ธนกิตติ์ธนานนท์ แม่ของนางสาวธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ หรือน้องหยก ดาราช่อง 7 ทำร้ายร่างกาย
โดย นางธัญวัลย์ เผยว่า เมื่อหลายปีก่อน ตนเคยทะเลาะกับนางรมย์ธีรา แม่ของน้องหยก เนื่องจากมากล่าวหาตนว่านำเรื่องส่วนตัวของแม่น้องหยกไปเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้แม่ของน้องหยกเปลี่ยนชื่อบ่อยโดยไม่มีใครรู้ชื่อที่แท้จริง อีกทั้งตนถูกแม่น้องหยกข่มขู่ทางโทรศัพท์หลายครั้ง โดยฝากคนรู้จักมาบอกว่าหากเจอตนจะเข้ามาตบ แต่หลังจากนั้น ตนก็ไม่ได้พบแม่ของน้องหยกอีกเลย กระทั่ง ผ่านไป 2 ปี จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ในช่วงดึกตนบังเอิญพบกับแม่ดาราสาวที่ร้านอาหารครัวเสนา ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร โดยอีกฝ่ายได้เข้ามากระชากแขนแล้วเข้ามาตบหน้า แต่ตนเบี่ยงตัวหลบทัน จึงโดนเล็บข่วนที่ลำคอ จึงตัดสินใจมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ต่อ มาผู้สื่อข่าวโทรสอบถามนางรมย์ธีราเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่นางรมย์ธีราให้เลขาส่วนตัวชี้แจงข้อเท็จจริงแทน ว่า แม่น้องหยกกับหญิงสาวคนดังกล่าวเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ช่วงหลังแม่ของน้องหยกตีตัวออกห่างจึงทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ส่งผลให้มีปัญหากันมา 2 ปีแล้ว และวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ทะเลาะวิวาทกันจริง แต่ขอไม่ลงรายละเอียด และยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องผู้ชายแน่นอน
อย่าง ไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายเรียกแม่น้องหยกมารับทราบข้อกล่าวหา และสอบปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป
ชาวเน็ตแห่ชื่นชม! ภาพพระสงฆ์ช่วยคนเจ็บ แม้อยู่ในผ้าเหลือง
เป็นภาพที่ถูกส่งต่ออย่างมากมายในเฟซบุ๊ก
สำหรับภาพของพระสงฆ์รูปหนึ่งที่กำลังปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
ด้วยการประคองศีรษะและลำคอ ในขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่กับพื้น ซึ่ง
มีชายคนหนึ่ง สวมเสื้อสีดำมีอักษรปรากฏบนเสื้อด้านหลังว่า EMS 1669 นครปฐม
นั่งหันหลังกำลังช่วยปั๊มหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อภาพนี้ถูกแชร์ส่งต่อออกไป
บรรดาชาวเน็ตก็ต่างแสดงความชื่นชมพระภิกษุรูปนี้อย่างมากมาย
ถึงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประสบเหตุแม้ยังอยู่ในผ้าเหลือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ว่าเคยพบเห็นพระสงฆ์รูปนี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่เผยว่า ชายชุดดำเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัด ส่วนพระสงฆ์กำลังตรวจสอบอยู่ แต่จากภาพเชื่อว่าพระสงฆ์รูปนี้ น่าจะเคยรับการอบรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น เพราะลักษณะท่าทางนั้น ทำได้ถูกวิธีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ว่าเคยพบเห็นพระสงฆ์รูปนี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่เผยว่า ชายชุดดำเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัด ส่วนพระสงฆ์กำลังตรวจสอบอยู่ แต่จากภาพเชื่อว่าพระสงฆ์รูปนี้ น่าจะเคยรับการอบรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น เพราะลักษณะท่าทางนั้น ทำได้ถูกวิธีเลยทีเดียว
สุดซึ้ง เด็กน้อยถูกแม่ปาดคอ ยังฝืนลุกไปห้ามแม่ฆ่าตัวตาย
แม่ปาดคอลูกก่อนพยายามฆ่าตัวตาย แต่ลูกข่มความเจ็บปวดลุกขึ้นมาห้ามและแย่งมีดจากแม่ ช่วยให้แม่รอดตายมาได้ในที่สุด
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เว็บไซต์ไชน่าสแมค รายงานเหตุแม่ชาวจีนใช้มีดปาดคอลูกชายก่อนพยายามฆ่าตัวตายตาม แต่ลูกชายของเธอที่ยังไม่ตายกลับข่มกลั้นความเจ็บปวดลุกขึ้นมาพยายามห้ามและ แย่งมีดจากแม่ จนแม่รอดชีวิตในที่สุด ก่อนแม่จะตั้งสติได้รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ
โดยตามรายงานระบุว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ในเมืองเจียงซิง มณฑลห่ายหนิง ประเทศจีน หลังจากที่นางจ้าน วัย 34 ปี ออกจากบ้านไปรับลูกมาจากโรงเรียนอนุบาลตั้งแต่เย็นวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนจะก่อเหตุขึ้นด้วยการใช้มีดปอกผลไม้ปาดคอลูกชายของเธอและพยายามจะใช้มีด นั้นฆ่าตัวตาย แต่เสี่ยวอี๋ว์ ลูกชายวัย 6 ขวบของเธอซึ่งยังไม่ตายนั้นได้พยายามกลั้นความเจ็บปวดลุกขึ้นมาห้ามนางจ้าน และพยายามแย่งมีด จนกระทั่งมีดได้บาดเข้าที่มือของเสี่ยวอี๋ว์เป็นแผลลึก นางจ้านจึงได้สติ และรีบโทรศัพท์เรียกตำรวจมาในทันที
ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจห่ายหนิงมาที่เกิดเหตุพร้อมรถพยาบาล แม่ลูกที่บาดเจ็บสาหัสก็รีบถูกนำตัวส่งเข้ารับการผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน จนในตอนนี้พวกเขาก็พ้นขีดอันตรายทั้งคู่แล้ว
อย่าง ไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า นางจ้านนั้นมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ที่ต่ำ นั่นทำให้เธอมักจะทะเลาะกับอดีตสามีและครอบครัวของเขาด้วยเรื่องเล็กน้อย เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาเธอก็เคยข่มขู่พวกเขาว่าจะกระโดตึกฆ่าตัวตายบ้าง หรือเขียนคำขู่ตัวใหญ่ ๆ ไว้ที่ผนังบ้านบ้าง นอกจากนี้เธอก็มักจะเฆี่ยนตีเสี่ยวอี๋ว์เสมอหากลูกชายไม่ยอมทำตามคำสั่งของ เธอ
จากพฤติกรรมของนางจ้านทำให้ชีวิตครอบครัวของเธอไปไม่รอด และได้หย่ากับสามีเมื่อปี พ.ศ.2553 โดยที่เสี่ยวอี๋ว์ตกอยู่ในความดูแลของพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นนางจ้านก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านสามีต่ออีกนานถึงครึ่งปี ก่อนจะออกจากบ้านไป แล้วกลับมาใหม่เมื่อเดือนเมษายนของปีที่แล้ว โดยใช้โรงรถของบ้านอดีตสามีเป็นที่ซุกหัวนอน ขณะที่บางครั้งเสี่ยวอี๋ว์ก็จะออกมานอนกับแม่ของเขาด้วย
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา นางจ้านได้ทะเลาะกับแม่ของอดีตสามีด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเคย ด้วยความโกรธเธอจึงออกจากบ้านมารับลูกไปจากโรงเรียนอนุบาล จนเมื่ออดีตสามีหรือ นายสือ มารับลูกที่โรงเรียนอนุบาลเขาจึงได้ทราบว่านางจ้านมาพาตัวลูกไปแล้ว นายสือจึงพยายามโทรศัพท์ติดต่อเธอ แต่ก็ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม แม้ในคืนนั้นนางจ้านจะไม่ได้พาเสี่ยวอี๋ว์กลับบ้าน แต่ครอบครัวของนายสือก็ไม่ได้คาดว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น
และในช่วงเช้าของวันต่อมา นางจ้านก็โทรศัพท์มาหานายสือ พร้อมทั้งข่มขู่เขาว่า "ฉันกำลังจะตาย ส่วนลูกชายของคุณน่ะตายไปแล้ว" แต่นายสือก็เมินเฉยต่อคำขู่นั้นและวางสายไป ขณะที่พ่อของนายสือก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากนางจ้าน
จนกระทั่งในที่สุด นายสือก็ได้รับโทรศัพท์จากนางจ้านอีกครั้ง ขณะที่มีเสียงรถพยาบาลดังแทรกเข้ามาในสาย เขาจึงรู้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และทราบภายหลังว่านางจ้านพยายามฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่ยิ่งกว่าเหลือเชื่อคือเธอล้มเลิกการกระทำนั้นเพราะเสี่ยวอี๋ว์ จากนั้นนายสือก็รีบรุดไปที่โรงพยาบาลก่อนจะพบกับเสี่ยวอี๋ว์ที่นอนอยู่บนเปล หามโดยที่รอบคอชุ่มโชกไปด้วยเลือด และนั่นทำให้เขาได้แต่ยืนช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นพบจดหมายลาตายนับสิบฉบับอยู่ภายในกระเป๋าของนางจ้าน อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุผลในการลงมือของนางจ้านนั้นยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนต่อไป
คุณแม่ สิทธัตถะ เอมเมอรัล ยอมรับ ลูกชายผิดปกติจริง
คุณแม่ สิทธัตถะ เอมเมอรัล เปิดใจ ยอมรับลูกชายผิดปกติจริง
สวนแถลงการณ์เวิร์คพอยท์ เผย
ทีมงานขอร้องให้ช่วยเออออไปว่าลูกชายไม่ผิดปกติ แต่ย้ำไม่ได้เตี๊ยม เคือง
3 กรรมการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์หยามศักดิ์ศรีลูกชายเกินไป
แต่ทีมงานเวิร์คพอยท์ขอร้องให้พูดว่าลูกชายไม่ผิดปกติ
ก่อนออกแถลงการณ์โต้กระแสสังคม
แม้ บริษัท เวิร์คพอยท์ฯ ผู้ผลิตรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ 2013 จะออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า นายสิทธัตถะ เอมเมอรัล ชายอายุ 24 ปี ที่ขึ้นโชว์ร้องเพลงในรายการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2556 นั้น เป็นคนปกติ เพียงแต่มีนิสัยพูดน้อย ส่วนกิริยาที่แสดงในวันนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ไม่ได้มีสภาพจิตใจผิดปกติตามที่ผู้ชมเคลือบแคลงใจ แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิจารณ์ในเรื่องนี้ก็ยังไม่เงียบหาย และยังคงเชื่อว่า นายสิทธัตถะ เอมเมอรัล มีสภาพบางอย่างที่ไม่เหมือนคนทั่วไปแน่นอน
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ สำนักข่าวอิศรา จึง ได้โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ คุณแม่ของสิทธัตถะ เอมเมอรัล ซึ่งก็ได้ความจริงที่ตรงข้ามกับคำแถลงการณ์ของเวิร์คพอยท์ เนื่องจากคุณแม่ระบุว่า ลูกชายของตนมีชื่อจริงว่า "พงศกร" เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามตามที่ปรากฏในข่าวจริง และเพิ่งมาทราบว่าลูกใช้ชื่อ "สิทธัตถะ เอมเมอรัล" ตอนขึ้นไปบนเวทีประกวดแล้ว
ทั้งนี้ คุณแม่ของสิทธัตถะ เอมเมอรัล ได้ยอมรับว่า ลูกชายของตนไม่ปกติจริง ๆ ซึ่งญาติ ๆ เพื่อน ๆ ก็มักจะบอกว่าลูกชายชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร ตนเคยจะพาลูกไปพบจิตแพทย์แล้ว แต่ลูกชายก็ไม่ยอมไป โดยอ้างว่าตัวเองยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนอื่น ๆ ทั้งนี้ ลูกชายของตนชอบร้องเพลงมาก จึงขอร้องให้ตนพาไปออดิชั่นในรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ตนจึงยอมพาลูกชายไป แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมการแสดงของลูกชายจึงผ่านเข้ารอบขึ้นไปโชว์ความ สามารถบนเวทีในโรงละครได้
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยืนยันด้วยว่า ไม่ได้มีการเตี๊ยมเกิดขึ้นกันในรายการ แต่คุณแม่รู้สึกไม่พอใจที่กรรมการทั้ง 3 คน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้ตัดสิน ทั้งที่ยังไม่ได้ร้องเพลงก็กดเครื่องหมายไม่ให้ผ่านแล้ว ซึ่งกรรมการควรจะต้องมีความอดทนมากกว่านี้ ทำเช่นนี้เป็นการดูเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกชายจนเกินไป เพราะลูกชายไม่ได้มีเจตนาทำร้ายรายการเลย จึงขอเรียกร้องให้เปลี่ยนคณะกรรมการตัดสินใหม่
ขณะเดียวกัน คุณแม่ยังได้เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันก่อนมีทีมงานของเวิร์คพอยท์มาขอร้องไม่ให้คุณแม่เอาเรื่อง และขอให้คุณแม่ยอมรับว่าลูกชายเป็นปกติดี ตนเห็นว่าเขาพูดจาดีก็เลยยกโทษให้ และเออออไปตามเขา ก่อนที่บริษัทจะไปแถลงข่าวลูกชายเป็นปกติดี
แม้ บริษัท เวิร์คพอยท์ฯ ผู้ผลิตรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ 2013 จะออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า นายสิทธัตถะ เอมเมอรัล ชายอายุ 24 ปี ที่ขึ้นโชว์ร้องเพลงในรายการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2556 นั้น เป็นคนปกติ เพียงแต่มีนิสัยพูดน้อย ส่วนกิริยาที่แสดงในวันนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ไม่ได้มีสภาพจิตใจผิดปกติตามที่ผู้ชมเคลือบแคลงใจ แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิจารณ์ในเรื่องนี้ก็ยังไม่เงียบหาย และยังคงเชื่อว่า นายสิทธัตถะ เอมเมอรัล มีสภาพบางอย่างที่ไม่เหมือนคนทั่วไปแน่นอน
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ สำนักข่าวอิศรา จึง ได้โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ คุณแม่ของสิทธัตถะ เอมเมอรัล ซึ่งก็ได้ความจริงที่ตรงข้ามกับคำแถลงการณ์ของเวิร์คพอยท์ เนื่องจากคุณแม่ระบุว่า ลูกชายของตนมีชื่อจริงว่า "พงศกร" เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามตามที่ปรากฏในข่าวจริง และเพิ่งมาทราบว่าลูกใช้ชื่อ "สิทธัตถะ เอมเมอรัล" ตอนขึ้นไปบนเวทีประกวดแล้ว
ทั้งนี้ คุณแม่ของสิทธัตถะ เอมเมอรัล ได้ยอมรับว่า ลูกชายของตนไม่ปกติจริง ๆ ซึ่งญาติ ๆ เพื่อน ๆ ก็มักจะบอกว่าลูกชายชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร ตนเคยจะพาลูกไปพบจิตแพทย์แล้ว แต่ลูกชายก็ไม่ยอมไป โดยอ้างว่าตัวเองยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนอื่น ๆ ทั้งนี้ ลูกชายของตนชอบร้องเพลงมาก จึงขอร้องให้ตนพาไปออดิชั่นในรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ตนจึงยอมพาลูกชายไป แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมการแสดงของลูกชายจึงผ่านเข้ารอบขึ้นไปโชว์ความ สามารถบนเวทีในโรงละครได้
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยืนยันด้วยว่า ไม่ได้มีการเตี๊ยมเกิดขึ้นกันในรายการ แต่คุณแม่รู้สึกไม่พอใจที่กรรมการทั้ง 3 คน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้ตัดสิน ทั้งที่ยังไม่ได้ร้องเพลงก็กดเครื่องหมายไม่ให้ผ่านแล้ว ซึ่งกรรมการควรจะต้องมีความอดทนมากกว่านี้ ทำเช่นนี้เป็นการดูเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกชายจนเกินไป เพราะลูกชายไม่ได้มีเจตนาทำร้ายรายการเลย จึงขอเรียกร้องให้เปลี่ยนคณะกรรมการตัดสินใหม่
ขณะเดียวกัน คุณแม่ยังได้เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันก่อนมีทีมงานของเวิร์คพอยท์มาขอร้องไม่ให้คุณแม่เอาเรื่อง และขอให้คุณแม่ยอมรับว่าลูกชายเป็นปกติดี ตนเห็นว่าเขาพูดจาดีก็เลยยกโทษให้ และเออออไปตามเขา ก่อนที่บริษัทจะไปแถลงข่าวลูกชายเป็นปกติดี
พ่อจา พนม ตรอมใจ เริ่มเพ้อเหมือนผีเข้า วอนลูกกลับบ้าน
พ่อจา พนม ตรอมใจ ร่ำไห้คิดถึงลูก เผยไม่ต้องการอะไร ขอแค่ให้ลูกกลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีอาการเพ้อเหมือนผีเข้า บอกโดนของที่จา พนม เรียนมาเข้าตัว
หลังจากที่ นายทองดี ยีรัมย์ บิดาของ จา พนม ยีรัมย์ นักแสดงชื่อดัง ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จ.สุรินทร์ ด้วยโรคความดันโลหิตสูงและอาการเส้นเลือดฝอยในสมองปริ ซึ่งระหว่างเข้ารับการรักษาตัว นายทองดี ถึงกับมีอาการเพ้อคิดถึงลูก เพราะไม่ได้เจอหน้าลูกชายมานานกว่า 5 เดือน ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด วานนี้ (7 มิถุนายน) เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทองดี มีอาการเหมือนผีเข้าตลอดเวลา และมีท่าทางคล้ายจะร่ายรำ โดย คนในครอบครัวของ จา พนม เชื่อว่าอาการดังกล่าว น่าจะเกิดมาจากที่ จา พนม บูชาครูมวย หนุมานถวายแหวน ศาลปะกำ และอีกหลายอย่าง แต่ขาดการเซ่นไหว้หรือครอบครู ทำให้วิชาที่ร่ำเรียนมานั้น มาลงที่พ่อ ซึ่งหาก จา พนม อยากให้พ่ออาการดีขึ้น ก็ต้องกลับมาประกอบพิธีครอบครู
ส่วนทางด้าน นางรินทร์ ยีรัมย์ มารดาของ จา พนม กล่าวทั้งน้ำตาว่า อยากวิงวอนให้ลูกกลับบ้านมาเพื่อเยี่ยมพ่อกับแม่ ตนไม่ต้องการอะไรเลยขอเพียงให้ลูกกลับมาหาบ้างก็เท่านั้น ตอนนี้ตนสงสารสามีมาก เพราะตรอมใจเพ้อหาแต่ลูก
ขณะที่ นายทวีศักดิ์ ยีรัมย์ พี่ชาย กล่าวว่า จา พนม ไม่กลับบ้านมาประมาณ 5 เดือนแล้ว และเมื่อตนโทรศัพท์ไปหาก็ตัดสายตนทิ้ง ส่วนภาพข่าวที่ออกไปว่าแฟนและลูกของจา พนม พร้อมทั้งเสี่ยเจียงมาเยี่ยมนั้น เป็นภาพเก่าที่ผ่านมาหลายปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า จา พนม กำลังโหมถ่ายทำภาพยนตร์อย่างหนัก ทั้งโปรเจคท์ที่ร่วมแสดงกับดาราฮอลลีวูด "ดอล์ฟ ลันด์เกรน" และภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้ง 2 จึงทำให้ไม่มีเวลากลับบ้าน และไม่ได้ติดต่อไปหาครอบครัวที่ จ.สุรินทร์ เลย
ชาวฮ่องกงด่าเปิง รายการเพี้ยน จัดงานวิวาห์คนกับดาราผู้ล่วงลับ
ชาวฮ่องกงด่าเปิง
รายการสุดเพี้ยน เตรียมจับพิธีกรชาย-หญิง แต่งงานกับ องเหม่ยหลิง และดีเจ
พอล จง 2 ดาราคนดังผู้ล่วงลับไปแล้ว
ทำคนรู้จักทั้งคู่สวดยับรายการลบหลู่ผู้ตาย
ตกเป็นกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวฮ่องกง เมื่อรายการ เดอะ อันบิลีฟเอเบิล (The Unbelievable) ของฮ่องกง ที่ออกอากาศทางช่องเคเบิลทีวี ซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องลึกลับพิสูจน์ไม่ได้ประเภทผีต่าง ๆ ได้ออกแผนการสุดพิลึกพิลั่น โดยเตรียมจัดพิธีแต่งงานระหว่างคนกับผีขึ้น ด้วยการให้พิธีกรคู่ชายหญิงของรายการ เข้าประตูวิวาห์กับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ องเหม่ยหลิง และดีเจชื่อดัง พอล จง
อย่างไรก็ตาม แผนจัดงานแต่งงานสุดพิลึกนี้ ได้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จาก ทั้งชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยที่เห็นค้านกับไอเดียสุดเพี้ยนของรายการ รวมทั้งคนใกล้ชิดกับคนดังผู้ล่วงลับทั้ง 2 โดย ทังเจิ้นเย่ อดีตแฟนหนุ่มขององเหม่ยหลิง ได้ออกมาเผยด้วยความโกรธว่า ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเท่านั้น แต่ทุกคนต่างก็ไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พิธีกรของรายการกับผู้ที่ล่วงลับไปทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ รายการสร้างโปรเจคท์นี้ขึ้นมาเพียงเพื่อเงินเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาสมควรจะเคารพทั้งตัวเธอที่จากไปและครอบครัวของเธอด้วย องเหม่ยหลิงเองก็มีแฟน ๆ อยู่มาก ทางรายการเคยคิดถึงพวกเขากันบ้างไหม
ขณะที่ หลอม่านหยี อดีตนักแสดงผู้เคยสนิทสนมกับ พอล จง ก็ได้ออกมาโจมตีรายการเช่นกัน แม้คนตายคงไม่สามารถบ่นอะไรได้ แต่พวกเขาก็ควรจะแสดงความเคารพคนที่ยังอยู่บ้าง อย่าพยายามตอกย้ำอะไรทำให้ทุกคนต้องเสียใจไปมากกว่านี้เลย
เมื่อเกิดกระแสต่อต้านขึ้นอย่างกว้างขวาง โปรดิวเซอร์ของรายการก็ได้พยายามอธิบายว่า พิธีแต่งงานนี้เพียงแค่ต้องการนำเสนอรูปแบบของประเพณีแบบนี้เท่านั้น และก่อนที่จะจัดงานขึ้น ทางรายการก็จะขออนุญาตครอบครัวของผู้ตายแน่นอน
ตกเป็นกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวฮ่องกง เมื่อรายการ เดอะ อันบิลีฟเอเบิล (The Unbelievable) ของฮ่องกง ที่ออกอากาศทางช่องเคเบิลทีวี ซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องลึกลับพิสูจน์ไม่ได้ประเภทผีต่าง ๆ ได้ออกแผนการสุดพิลึกพิลั่น โดยเตรียมจัดพิธีแต่งงานระหว่างคนกับผีขึ้น ด้วยการให้พิธีกรคู่ชายหญิงของรายการ เข้าประตูวิวาห์กับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ องเหม่ยหลิง และดีเจชื่อดัง พอล จง
อย่างไรก็ตาม แผนจัดงานแต่งงานสุดพิลึกนี้ ได้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จาก ทั้งชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยที่เห็นค้านกับไอเดียสุดเพี้ยนของรายการ รวมทั้งคนใกล้ชิดกับคนดังผู้ล่วงลับทั้ง 2 โดย ทังเจิ้นเย่ อดีตแฟนหนุ่มขององเหม่ยหลิง ได้ออกมาเผยด้วยความโกรธว่า ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเท่านั้น แต่ทุกคนต่างก็ไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พิธีกรของรายการกับผู้ที่ล่วงลับไปทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ รายการสร้างโปรเจคท์นี้ขึ้นมาเพียงเพื่อเงินเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาสมควรจะเคารพทั้งตัวเธอที่จากไปและครอบครัวของเธอด้วย องเหม่ยหลิงเองก็มีแฟน ๆ อยู่มาก ทางรายการเคยคิดถึงพวกเขากันบ้างไหม
ขณะที่ หลอม่านหยี อดีตนักแสดงผู้เคยสนิทสนมกับ พอล จง ก็ได้ออกมาโจมตีรายการเช่นกัน แม้คนตายคงไม่สามารถบ่นอะไรได้ แต่พวกเขาก็ควรจะแสดงความเคารพคนที่ยังอยู่บ้าง อย่าพยายามตอกย้ำอะไรทำให้ทุกคนต้องเสียใจไปมากกว่านี้เลย
เมื่อเกิดกระแสต่อต้านขึ้นอย่างกว้างขวาง โปรดิวเซอร์ของรายการก็ได้พยายามอธิบายว่า พิธีแต่งงานนี้เพียงแค่ต้องการนำเสนอรูปแบบของประเพณีแบบนี้เท่านั้น และก่อนที่จะจัดงานขึ้น ทางรายการก็จะขออนุญาตครอบครัวของผู้ตายแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)